www.xq28.net GAY LifeStyle Xq28 Born to be GAY

งานวิจัย "เกย์ยีน"

MONTREAL (CUP) -- The search for an understanding of why people are attracted to one sex or the other has been an ongoing debate. MONTREAL (CUP) - การค้นคว้า เพื่อทําเข้าใจว่า เหตุใด มนุษย์เราจึง มีความสนใจ ในเพศใดเพศหนึ่ง (หรืออีกเพศหนึ่ง) เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันมานาน
The findings last month of McMaster University researcher Sandra Witelson are only the latest in a growing body of scientific research seeking to establish a biological or genetic link to homosexuality. การค้นพบครั้งล่าสุดโดย Sandra Witelson แห่งมหาวิทยาลัยแม็คมาสเตอร์ (McMaster University) นั้นเป็นเพียงผลงานวิจัย ทางวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่ง ที่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ชีววิทยาหรือพันธุศาสตร์ กับความเป็น homosexual นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน
Laboratory research in the past 10 years, still in its infancy, provides strong evidence that though no specific conclusions may be drawn yet, there are at least some biological factors contributing to sexual orientation. ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่างานวิจัยในห้องปฏิบัติการทั้งหลาย จะถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ก็ยังมีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า มีปัจจัยทางชีววิทยาบางอย่าง ที่เป็นตัวกําหนดรสนิยมทางเพศ แม้ว่า จะยังไม่อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยดังกล่าวนั้นคืออะไร
But there is little consensus in either the scientific or gay communities about what will be done with this information, what the implications of it are, who is responsible for the effects of this research, and even why it's being done. อย่างไรก็ตาม มีความเห็นที่ไม่ค่อยตรงกันนัก ไม่ว่าจะใน สังคมวิทยาศาสตร์เอง หรือ สังคมชาวเกย์ก็ดี ว่าจะนําเอาความรู้ดังกล่าว ไปใช้ประโยชน์อย่างไร ผลกระทบที่อาจจะตามมา มีอะไรบ้าง และใคร จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลเสียที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งว่า ทํางานวิจัยดังกล่าวขึ้นมาทําไม
Witelson's research found that there was a size difference in the isthmus of the corpus callosum, the passageway running between the right and left sides of the brain. งานวิจัยของ Witelson  ค้นพบว่าขนาดของ isthmus (ส่วนคอด) ของ corpus callosum  ซึ่งเป็นทางผ่าน ที่เชื่อมระหว่างสมองซีกซ้ายและขวา นั้นมีความแตกต่างกัน [เปรียบเทียบ heterosexual กับ homosexual]
Witelson, along with colleagues at her university and researchers at the Sunnybrook Health Science Centre in Toronto, scanned the brains of 10 heterosexual and 11 homosexual men, and found that the isthmus in gay men was 13 per cent thicker than in some heterosexual men. But some gay men did have a thinner isthmus than heterosexual men. Witelson พร้อมด้วย ผู้ร่วมงานที่มหาวิทยาลัยของเธอ และ นักวิจัย แห่ง ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ใน Toronto ได้ทำการพิเคราะห์ สมองของ ชายที่เป็น heterosexual 10 คน และ homosexual 11คน และ พบว่า คอคอด ของ ชายที่เป็นเกย์ มีความหนากว่า heterosexual ถึง 13 เปอร์เซนต์ แต่กระนั้น ชายที่เป็นเกย์บางคน ก็มี คอคอด บางกว่า ชายที่เป็น heterosexual
The idea that biology plays a role "clearly does not mean that environment is irrelevant, but what it means is that environment is not the whole story," Witelson said at an annual meeting of the Society for Neuroscience in Miami Beach, Florida. สําหรับแนวความคิดที่ว่า ปัจจัยทางชีววิทยา มีบทบาทในการกําหนดความเป็นเกย์นั้น Witelson กล่าวในการประชุมประจําปี ของสมาคมประสาทวิทยา (Society for Neuroscience) ที่หาดไมอามี่ รัฐฟลอริดา ว่า "แน่นอน เราไม่ได้หมายความว่า สิ่งแวดล้อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง [ต่อการกําหนดความเป็นเกย์] แต่เราหมายความว่า สิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถอธิบาย เรื่องราวทั้งหมดได้"
( แปลเป็นไทย แบบเข้าใจง่ายๆ ก็คือ : สิ่งแวดล้อมมีผลแค่บางส่วนเท่านั้น )
But it's not clear whether the brain differences found so far really influence sexual orientation, or are the results of it. อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าขนาด isthmus ของสมองที่แตกต่างกันนั้น เป็นสาเหตุที่ทําให้เป็นเกย์ หรือว่า เป็นผลลัพธ์มาจากความเป็นเกย์ กันแน่
Last year there was a controversy over the findings of Dean Hamer, a molecular geneticist at the National Institute of Health in Bethesda, Maryland. Hamer claimed to have discovered a region of the X chromosome that was shared by gay brothers. Hamer suggested the region -- called Xq28 -- might have some link to sexual orientation. ในปีที่แล้ว ได้มีการโต้แย้งกัน เกี่ยวกับการค้นพบของ Dean Hamer ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล แห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institute of Health)  ที่เมือง Bethesda รัฐแมรี่แลนด์ Halmer กล่าวว่าเขาได้ค้นพบ ตําแหน่งบนโครโมโซม X     ซึ่งพบว่ามีความเหมือนกันในพี่น้องที่เป็นเกย์      ตําแหน่งดังกล่าวนี้เรียกว่า Xq28 [คําอธิบาย: X หมายความว่า ตําแหน่งดังกล่าว อยู่บนโครโมโซม X, ส่วน q หมายความว่า ตําแหน่งดังกล่าว อยู่บนแขนที่ยาวกว่า ของโครโมโซม (ถ้าเป็นแขนสั้นจะใช้ p), และ 28 บอกระยะห่าง (เป็นหน่วยทางพันธุศาสตร์) จากจุดเชื่อม ที่เป็นรอยต่อ ของแขนสั้น และ แขนยาวของโครโมโซม]  Halmer  ชี้ว่าตําแหน่งดังกล่าว อาจจะ มีส่วนในการกําหนดรสนิยมทางเพศก็ได้
While the discovery of a “gay gene” is a long way off, supporters of this kind of research say it could help society accept homosexuality. In an interview last summer with Out, a queer magazine, Hamer said, "It challenges those who say it's a choice." แม้ว่าการค้นพบยีนที่กําหนดความเป็นเกย์ (gay gene) นั้นจะยังเป็นเรื่องที่ยังห่างไกล [ปัจจุบันรู้แค่ตําแหน่งคร่าวๆ ซึ่งในตําแหน่ง Xq28 นี้สามารถบรรจุยีนได้เป็นร้อยๆ ยีน] แต่กลุ่มผู้สนับสนุนงานวิจัยลักษณะดังกล่าว เชื่อว่า มันจะช่วยให้ สังคมยอมรับคนที่เป็นเกย์มากขึ้น Halmer ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Out ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศว่า  "มันเป็นการท้าทาย คํากล่าวที่ว่า การเป็นเกย์นั้นเป็นความสมัครใจ"
But there are two sides to the argument. While some say that proof of a “gay gene” will put to rest arguments of the extreme right that homosexuality is an immoral lifestyle choice, others say that the research will be used to show that homosexuality is a genetic defect. แต่ข้อโต้แย้งนั้นมีอยู่สองประเด็น   ในขณะที่กลุ่มหนึ่งกล่าวว่าหากพิสูจน์ได้ว่า ยีนที่กําหนดความเป็นเกย์ มีอยู่จริงๆ จะทำให้ข้อกล่าวหาที่ว่า ความเป็นเกย์ เป็นตัวเลือก ของการดํารงชีวิต ที่ผิดศีลธรรม นั้นตกไปโดยปริยาย  แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง กล่าวว่า งานวิจัยนี้จะถูกนําไปใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่า homosexuality นั้นเป็นความบกพร่องทางพันธุกรรม
"The problem [with the first argument] is it doesn't look at history and how ideas of biological determinism have been used against people," says Jean-Francois Monette, a Montreal filmmaker who is working on a documentary on the issue. "ปัญหา [ ที่มากับผ่ายโต้แย้งฝ่ายแรก ] นั้นมันไม่ได้ดูที่เรื่องราว และ ความคิดที่ การตัดสินทางชีววิทยา ถูกนำมาใช้กับบุคคล" คำกล่าวของ Jean-Francois Monette นักทำภาพยนตร์ Montreal ผู้ซึ่ง ทำงานซึ่งประกอบด้วยเอกสาร เกี่ยวกับประเด็นนั้น
Called Hyping the Hypothalamus, the film, scheduled for release through the National Film Board early next year, looks at biological and genetic research into the causes of homosexuality and the impact of this work.  ภาพยนตร์ ซึ่งมีชื่อว่าชื่อว่า " Hyping the Hypothalamus" และมีกำหนดการเผยแพร่ ผ่านทาง National Film Board ในต้นปีหน้า จะกล่าวถึง งานวิจัยทางชีววิทยา และ พันธุศาสตร์ เกี่ยวกับ สาเหตุของ homosexuality  รวมทั้ง ผลกระทบ ที่อาจมาจาก งานวิจัยดังกล่าว
Monette points to Nazi Germany during World War II, where genetic research was used to "prove" that Jews and homosexuals were genetically defective, impure, and should be eliminated. Monette กล่าวถึง ประเทศเยอรมัน ในยุคนาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นประเทศที่ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ถูกนํามาใช้เพื่อ "พิสูจน์" ว่า ชาวยิว และ ชาวเกย์ นั้น เป็นผู้มีความบกพร่องทางพันธุกรรม   ไม่บริสุทธิ์ และสมควรถูกกําจัดให้หมดไป
Monette offers some interesting insight into the public's interest in learning the biological factors involved in homosexuality. "It seems to be up there [as in issue] for American people. There's a lot of money being put into these studies in the U.S. These people get funding and they get lots of it." Monette ให้มุมมองที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ความสนใจของสาธารณชน ต่อการเรียนรู้ปัจจัยทางชีวภาพ ที่มีผลต่อความเป็นเกย์ว่า "ดูเหมือนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ จะให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก มีการทุ่มเงินจํานวนมาก ให้แก่งานวิจัยลักษณะดังกล่าว คนพวกนี้ [นักวิจัย] ได้รับเงินสนับสนุน และได้มากเสียด้วย"
He explained that in street interviews asking people about homosexuality, about half believed that it was created by old, outdated Freudian ideas, like overbearing mothers or an absent father. เขาอธิบายว่า จากการสัมภาษณ์ ความเห็นของประชาชนตามท้องถนน เกี่ยวกับสาเหตุของ  homosexuality พบว่า ประมาณครึ่งหนึ่ง มีความเชื่อเก่าๆ และล้าสมัย ในแบบของฟรอยด์ (นักจิตวิทยาชาวออสเตรีย) ว่าการติดแม่มากไป หรือการขาดพ่อ เป็นสาเหตุของความเป็นเกย์
“Homosexuality seems to be much more threatening in the U.S.[than in Canada], perhaps because of increased gay activism. People need to fix it, have a solution to it, so that it doesn't become so threatening,” said Monette. "ดูเหมือนว่า homosexuality ในประเทศอเมริกา จะเป็นเรื่องใหญ่มากกว่า (กว่าประเทศแคนาดา) ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า มีความตื่นตัว ในเรื่องเกย์กันมากขึ้น พวกเขา พยายามแก้ปัญหา และ หาทางออก เพื่อไม่ให้ มันเป็นเรื่องน่ากลัวไปกว่านี้" Monette กล่าว
But many fear that pinpointing a gay gene or genes could lead to the development of a prenatal test for homosexuality. แต่อีกหลายๆ คนก็มีความหวาดกลัวว่า การค้นพบยีนที่ทําให้เป็นเกย์ จะนําไปสู่ การคิดค้น วิธีตรวจสอบทารกในครรภ์ ว่าเป็น homosexual หรือไม่
“This raises the possibility of genetic engineering,” said Alex McKay, research coordinator at the Sex Information and Education Council of Canada (SIECCON). “If fetuses could be tested, it raises the spectre of testing for sexual orientation.” This would ultimately give parents the choice of aborting a homosexual fetus. "สิ่งนี้มีความเป็นไปได้ในทางพันธุวิศวกรรม" Alex McKay   ผู้ประสานงานวิจัย ของ สภาข้อมูลและการศึกษาทางเพศแห่งแคนาดา (Sex Information and Education Council of Canada หรือ SIECCON) กล่าว   "หากเรา สามารถตรวจสอบ ทารกในครรภ์ได้ ก็เป็นไปได้ว่า จะมีการตรวจ รสนิยมทางเพศ"  ซึ่งจะทําให้ พ่อแม่มีทางเลือกว่า จะทําแท้ง ทารกในครรภ์ ที่จะเกิดมาเป็น homosexual ดีหรือไม่
The problem of prenatal testing is already a reality in some countries. In China, parents are financially penalized for having more than one child. And since male children in China are preferred over females, the abortion of female fetuses skyrocketed after a test for the sex of the fetus was developed. It was only in December of 1994 that the government banned prenatal testing for sex. ปัญหา เกี่ยวกับการตรวจสอบ ทารกในครรภ์ นี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว ในบางประเทศ   ที่ประเทศจีน บิดา และ มารดา จะถูกลงโทษ โดยการหักเงิน หากมีลูกมากกว่า  1 คน และเนื่องจากว่า พ่อแม่คนจีนส่วนใหญ่ ชอบที่จะมีลูกชายมากกว่า ดังนั้น การทําแท้ง ทารกที่เป็นเพศหญิง จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับตั้งแต่ มีการคิดค้น วิธีการตรวจสอบเพศทารกในครรภ์ขึ้นมา  รัฐบาลจีน พึ่งจะมาประกาศ ห้ามการตรวจเพศทารกในครรภ์ เมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1994 นี้เท่านั้น
Others argue that the discovery of a biological link to sexual orientation could lead to other forms of discrimination. “They'll say that it's a disease, that when you're gay you're sick, like a cancer,” says Marie-Andre Lemay, director of communications for Le Centre de Gaies et Lesbiennes. “There's also the danger of employers testing you for a job. All employers could make tests obligatory.” อีกกลุ่มเชื่อว่า การค้นพบ ความสัมพันธ์ ระหว่างปัจจัยทางชีววิทยา กับ รสนิยมทางเพศ จะนําไปสู่ ระบบการกีดกัน หรือ แบ่งแยกอีกระบบหนึ่ง "พวกเขาจะบอกว่า มันเป็นโรคชนิดหนึ่ง เมื่อคุณเป็นเกย์ นั่นแปลว่า คุณป่วย ทํานองเดียวกันกับโรคมะเร็ง" Marie-Andre Lemay ผู้อํานวยการฝ่ายสื่อสารของ Le Centre de Gaies et Lesbiennes กล่าว "นอกจากนี้ ยังอาจเป็นไปได้อีกว่า นายจ้าง อาจจะต้องการตรวจคุณ ก่อนรับเข้าทํางานก็ได้  นายจ้างทุกคน สามารถทําให้เรื่องนี้เป็นเรื่องบังคับได้"
Lemay is indignant that people question why people are homosexual. “It's natural to be gay,” she says. “Why are people straight? We never ask.” Lemay รู้สึกขุ่นเคือง เมื่อถูกคนถามว่า ทำไมคนถึงได้เป็น homosexual “ การเป็น เกย์ เป็น เรื่องธรรมชาติ” เธอกล่าว “ ก็แล้วทำไม คนถึงได้เป็น ชายจริงหญิงแท้ ล่ะ ? ไม่เห็นมีใครถามมั่งเลย”
While both the scientific and gay communities agree that genetic research could be used negatively, it is more difficult to determine who is responsible for its outcome. เมื่อทั้ง นักวิทยาศาสตร์ และ บรรดาเกย์ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การวิจัยพันธุศาสตร์ สามารถถูกนำไปใช้ ในทางลบ มันเป็นเรื่องยาก ที่จะตัดสินใจว่า ใครจะรับผิดชอบ สิ่งที่ปรากฎออกมา ภายหลัง
“The first responsibility [of scientists] is to do outstanding science,” said Francis Rolleston, director of innovation teams at the Medical Research Council, which funds Canadian medical research, health sciences and bio- medicine. For Rolleston, part of that means waiting until a significant sample is taken before drawing conclusions. " การรับผิดชอบอันแรก [ ของนักวิทยาศาสตร์ ] คือ การผลิตผลงานวิทยาศาสตร์ชิ้นสําคัญ " คำกล่าวของ Francis Rolleston ผู้อํานวยการ ทีมนวกรรมของสภาวิจัยทางการแพทย์ (Medical Research Council) ซึ่ง เป็นสถาบัน ที่ให้การสนับสนุน งานวิจัยทางด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และชีวเวชกรรม ในประเทศแคนาดา สำหรับ Rolleston แล้ว คำกล่าวนั้นหมายความว่า เราจะต้องรอจนกว่าจะมีการวิเคราะห์ตัวอย่างชิ้นสําคัญเสียก่อน จึงจะหาข้อสรุปที่แน่นอนได้
“I don't think the responsibility of the scientific community can be resolved by saying the research is too hot a topic and you can't address it. There needs to be some discussion at a broad level of society.” " ผมไม่คิดว่า วงการวิทยาศาสตร์ สามารถปัดความรับผิดชอบ โดยการกล่าวง่ายๆ ว่า งานวิจัยลักษณะนี้ กําลังมาแรง และ คุณไม่สามารถทักท้วงอะไรได้เลย เราจําเป็นจะต้อง มีการหารือ ในระดับสังคมวงกว้างกันแล้ว "
McKay of SIECCON also doesn't think the responsibility rests in the hands of the scientific community. “They have an ethical responsibility to let their findings be known no matter what they know. This is a question of ethics for society at large.” McKay   แห่ง SIECCON ก็ไม่คิดว่า ความรับผิดชอบ น่าจะตกอยู่กับ วงการวิทยาศาสตร์ทั้งหมด "พวกเขา มีหน้าที่ ที่จะต้อง เผยแพร่ความรู้ที่ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม นี่เป็น ปัญหาเรื่อง จริยธรรมของสังคมส่วนใหญ่"
But scientists have not completely absolved themselves from responsibility for their research, according to Rolleston. "Scientists are calling for strong regulatory requirements," he argues. "They want guidelines there to know how to proceed and be accepted, for how it can be used."  อย่างไรก็ตาม คํากล่าวของ Rolleston  หมายความว่า นักวิทยาศาสตร์ ในฐานะที่เป็นเจ้าของงานวิจัย ก็ไม่อาจ ปลดเปลื้องตัวเอง จากความรับผิดชอบไปได้  "นักวิทยาศาสตร์ ต้องมีการกําหนด ข้อบังคับที่เข้มงวด"  เขากล่าว "พวกเขา ต้องมีแนวปฏิบัติ ว่าทําอย่างไรงานของพวกเขา จึงจะเป็นที่ยอมรับ   และ งานเหล่านั้น จะนําไปประยุกต์ใช้ ในลักษณะใดได้บ้าง"
For Monette, preventing ill-use of genetic research will end up as a responsibility of the general public. "We have to be extremely vigilant with what is done with the end result," says Monette. สำหรับ Monette แล้ว การป้องกัน การนําความรู้ทางพันธุศาสตร์ ไปใช้อย่างผิดๆ เป็นหน้าที่ของสาธารณชน  "เราจะต้องมีความระมัดระวัง อย่างมาก กับ การนําผลงานวิจัยไปใช้" Monte กล่าว
Regardless of what biological links to homosexuality, if any, are discovered, some believe that discrimination will not end whether homosexuality is biologically determined or not. For James Edwards, former external coordinator at the Concordia Queer Collective, ending discrimination against queers can't come through science. แต่ไม่ว่า จะมีความสัมพันธ์ ระหว่าง ปัจจัยทางชีววิทยากับ homosexuality หรือไม่ก็ตาม หลายคนเชื่อว่า การเลือกที่รักมักที่ชัง จะไม่มีวันสิ้นสุดลง  สําหรับ James Edwards ซึ่ง เป็นอดีต ผู้ประสานงานภายนอก ของชุมนุมสามัคคี ผู้รักร่วมเพศ (Concordia Queer Collective) แล้ว การสิ้นสุดลง ของการแบ่งแยก ต่อต้าน พวกรักร่วมเพศ นั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยอาศัยวิทยาศาสตร์
"The path to elimination of discrimination is through education. Some will discriminate because they ignore or are ignorant of the knowledge that we're the same as everyone else. They take particular images like gays as pedophiles and apply that to the entire body." "วิถีทาง ที่จะกำจัด การเลือกที่รักมักที่ชัง คือ การศึกษา บางคน เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะพวกเขา ไม่สนใจ หรือ ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว พวกเรา ก็ไม่ได้แตกต่าง ไปจากคนทั่วไป ตรงใหนเลย   พวกเขา เอาภาพพจน์บางอย่าง ของเกย์ ไปเปรียบเทียบกับพวก pedophils (คือผู้ที่มีเบี่ยงเบน ทางพฤติกรรม ไปชอบมีความสัมพันธ์ทางเพศ กับเด็กๆ)  แล้วก็มองว่า เกย์ เป็นแบบนั้นไปทั้งหมด"
He adds: "People should work at telling people, " I'm gay and wake up in the morning and I'm not any different than someone else walking down the street." เขาเพิ่มเติมว่า มนุษย์ควรจะ บอกกล่าว เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  "ผมเองเป็นเกย์ และ เมื่อผมตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า ผมก็ไม่เห็นว่า ตัวเองมีอะไร แตกต่างไปจาก คนเดินถนนทั่วไป" เขากล่าวทิ้งท้าย

ขอขอบคุณ คุณB. Chunthapong สำหรับคำแปลในหน้านี้ ซึ่งแปลแบบใช้ภาษาได้ดี และ เข้าใจได้ง่ายกว่าแบบเดิมที่ผมแปล เนื่องจากที่ผมแปลครั้งแรกนั้นใช้ภาษาที่ใช้ยังสับสนอยู่บ้าง
คูณB. Chunthapong เรียนทางด้าน Molecular Biology ได้ทําโฮมเพจ เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นงานวิจัยที่กําลังทําอยู่ นอกจากนี้ก็มีเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับตัวคุณB. และเพื่อนๆ โฮมเพจอยู่ที่ http://www.geocities.com/CapeCanaveral/Lab/7875
ป.ล.คุณB. ไม่ใช่เกย์แต่มีความสนใจทางด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุล และสนใจที่จะช่วยแปลงานวิจัยชิ้นนี้ให้ครับผม (28 มีนาคม 1999)
ข้อมูล (ภาษาอังกฤษ) คัดลอกมาจาก บางส่วนของ A Gay Gene?

Our Sponsor
Nonprofit jobs